วันจันทร์ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2554

เด็กที่มีปัญหาทางการเรียนรู้ (Learning Disabilities)

เด็กที่มีปัญหาทางการเรียนรู้ (L.D) หมายถึง คนที่มีมีความบกพร่องอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างในกระบวนการพื้นฐานทาง จิตวิทยาที่เกี่ยวกับความเข้าใจหรือการใช้ภาษา อาจเป็นการพูดและ/หรือภาษาเขียน หรือการคิดคำนวณ รวมทั้งสภาพความบกพร่องในการรับรู้ สมองได้รับบาดเจ็บ การปฏิบัติงานของสมองสูญเสียไป

ลักษณะของเด็กที่มีปัญหาทางการเรียนรู้

  • มีความบกพร่องทางการพูด
  • มีความบกพร่องทางการสื่อสาร
  • มีปัญหาในการเรียนวิชาทักษะ
  • มีปัญหาในการสร้างแนวความคิดรวบยอด
  • การทดสอบผลการเรียนให้ผลไม่แน่นอนมากแก่การพยากรณ์
  • มีความบกพร่องทางการรับรู้
  • มีความบกพร่องทางการเคลื่อนไหว
  • มีอารมณ์ไม่คงที
  • ยกตัวหรือผงกศีรษะบ่อยๆ
  • ลักษณะการนอนไม่คงที่
  • มีพัฒนาการทางร่างกายไม่คงที่
  • มีพฤติกรรมไม่คงเส้นคงว่า
  • เสียสมาธิง่ายแสดงพฤติกรรมแปลกๆ
  • มีปัญหาในการสร้างความสัมพันธ์กับเพื่อน สาเหตุ

1. การได้รับบาดเจ็บทางสมองเนื่องจากระบบประสาทส่วนกลางได้รับบาดเจ็บไม่สามารถทำงานได้เต็มที่

2. กรรมพันธุ์ เนื่องจากงานวิจัยจำนวนมากระบุว่า ถ้าหากพ่อแม่ ญาติ พี่น้องที่ใกล้ชิดเป็นจะมีดอกาส ถ่ายทอดทางพันธุ์กรรม

3. สิ่งแวดล้อม เป็นสาเหตุอื่น ๆ ที่ไม่ใช่การได้รับบาดเจ็บทางสมอง หรือกรรมพันธุ์ เช่น การพัฒนาการช้า เนื่องจากการได้รับสารอาหารไม่ครบ ขาดสารอาหาร มลพิษ การเลี้ยงดู

บกพร่องทางการอ่าน

· จำตัวอักษรไม่ได้ จำตัวอักษรได้แต่อ่านเป็นคำไม่ได้

· ความสามารถในการอ่านต่ำกว่านักเรียนอื่นในชั้นเดียวกัน

· ระดับสติปัญญาอยู่ในเกณฑ์เฉลี่ยหรือสูงกว่าเกณฑ์

· เข้าใจภาษาได้ดีหากได้ฟังหรือมีคนอ่านให้ฟัง

· อ่านคำโดยสลับตัวอักษร

· ไม่สามารถแยกเสียงสระในคำได้

· ไม่เข้าใจว่าตัวอักษรใดมาก่อน หลัง

· พูดไม่เป็นประโยค

· เด็กบางคนมีความไวในการฟัง

· เด็กบางคนอาจมีความไวในการใช้สายตา

บกพร่องทางการเขียน

· ไม่สามารถลอกคำที่ครูเขียนบนกระดานลงบนสมุดได้

· เขียนประโยคตามครูไม่ได้

· ไม่สามารถแยกรูปทรงทางเรขาคณิตได้

· บางรายอาจมีปัญหาในการผูกเชือกรองเท้าหรือใช้มือหยิบจับสิ่งของ

· ใช้สายตาในการจดจำสิ่งของไม่ได้ หรือได้ไม่ดี

· เขียนไม่เป็นคำ อาจเป็นสายเส้น แต่อ่านไม่ได้

· เขียนเป็นประโยคไม่ได้

· เรียงคำไม่ถูกต้อง

· รูปของตัวอักษรที่เขียนไม่แน่นอน
บกพร่องทางคณิตศาสตร์

· มีปัญหาในการบอกความสัมพันธ์แบบหนึ่งต่อหนึ่ง

· ไม่เข้าใจความหมายของจำนวน

· ไม่เห็นความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งที่ได้ยินกับสิ่งที่มองเห็น

· ไม่เข้าใจปริมาณ เมื่อขนาดเปลี่ยนไป

· ทำเลขไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นบวก ลบ คูณ หาร เพียงอย่างเดียวหรือทั้ง 4 อย่าง

· ไม่เข้าใจความหมายของตัวเลขที่นำมาเรียงกันทางคณิตศาสตร์

· ไม่สามารถปฏิบัติตามขั้นตอนในการคำนวณได้

· ไม่เข้าใจในการอ่านแผนและกราฟ

· มีปัญหาในการทำเลขโจทย์ปัญหา
บกพร่องทางกระบวนการคิด

· ไม่สามารถบอกความแตกต่างของสิ่งที่มองเห็นได้

· ไม่สามารถบอกความแตกต่างของเสียงที่ได้ยิน

· ไม่เห็นความสัมพันธ์ระหว่างส่วนย่อยกับส่วนใหญ่

· มีความจำไม่ดี ไม่ว่าจะเป็นความจำระยะสั้นหรือระยะยาว

· ไม่มีความมานะอดทนในการประกอบกิจกรรม

· จำสิ่งที่มองเห็นได้ แต่หากนำสิ่งนั้นให้พ้นสายตาแล้ว ก็ตามจะจำสิ่งนั้นไม่ได้เลย

· ไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง

· มีพฤติกรรมเหมือนถูกควบคุมโดยสิ่งอื่นที่อยู่ภายนอก

· ไม่สนใจสิ่งรอบตัว ไม่อยู่นิ่ง
บกพร่องทางการฟังและการพูด

· มีพัฒนาการทางการพูดล่าช้า

· ไม่เข้าใจสัญลักษณ์ทางภาษา

· รู้คำศัพท์น้อย

· จำแนกเสียงพูดไม่ได้

· ใช้อวัยวะในการพูดไม่ถูกต้องทำให้พูดไม่ชัด

· รู้ว่าจะพูดอะไร แต่พูดออกเป็นคำพูดไม่ได้

· ไม่เข้าใจคำพูดของผู้อื่น

· พูดไม่เป็นประโยค พูดแล้วคนอื่นฟังไม่รู้เรื่อง

· พูดไม่ถูกหลักภาษา ไม่เข้าใจโครงสร้างทางภาษา

· ใช้คำศัพท์ไม่ตรงกับความหมายที่จะพูด

เกณฑ์การตัดสินว่าเป็นเด็กที่มีปัญหาทางการเรียนรู้หลักฐานที่ใช้ประกอบ

· การทดสอบทางสติปัญญา

· การทดสอบเกี่ยวกับขบวนการเบื้องต้นทางจิตวิทยา

· การทดสอบเกี่ยวกับการรับรู้

· การสังเกตอย่างเป็นระบบ

· การทำงานของนักเรียน

· ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน

· หลักฐานเกี่ยวกับความบกพร่องทางร่างกาย

เทคนิคการสอนเด็กที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้

1. ให้โอกาสเด็กได้มีบทบาทในการวางแผนการเรียน

2. ใช้เทคนิคการเสริมแรง

3. อธิบายให้เด็กเข้าใจว่าพฤติกรรมใดเป็นพฤติกรรมที่ดี ที่ควรแสดงออก พฤติกรรมใดที่ไม่ดีไม่เป็นที่ยอมรับของสังคม เด็กไม่ควรแสดงออก ครูและเพื่อนๆไม่ชอบ

4. ครูควรนำเทคนิคในการปรับพฤติกรรมาใช้อย่างเป็นระบบ

5. ครูควรขอคำแนะนำและปรึกษาหารือกับผู้ปกครอง หรือผู้เชี่ยวชาญ เพื่อช่วยให้เด็กได้เรียนรู้อย่างมีประสิทธิผลยิ่งขึ้น

โดย นางสาว อัมราภรณ์ สองจิตร 52010516078

สาขาเทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษา ชั้นปีที่ 2


อ้างอิง

http://www.karn.tv/c_article/alc_a_003.html

วันพฤหัสบดีที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2553



คอมพิวเตอร์ช่วยสอน
(Computer Assisted Instruction)




คอมพิวเตอร์ช่วยสอน
หมายถึง วิถีทางของการสอนรายบุคคลโดยอาศัยความสามารถของ
เครื่องคอมพิวเตอร์ที่จะจัดหาประสบการณ์ที่มีความสัมพันธ์กันมีการ
แสดงเนื้อหาตามลำดับที่ต่างกันด้วยบทเรียนโปรแกรมที่เตรียมไว้อย่าง
เหมาะสม

ประเภทของคอมพิวเตอร์ช่วยสอน
1. บทเรียน (Tutorial)
เป็นโปรแกรมที่สร้างขึ้นมาในลักษณะของบทเรียนโปรแกรม
ที่เสนอเนื้อหาความรู้เป็นส่วนย่อย ๆเลียนแบบการสอนของครู

2. ฝึกทักษะและปฏิบัติ (Drill and Practice)
ส่วนใหญ่ใช้เสริมการสอน ลักษณะที่นิยมกันมากคือ การจับคู่ ถูก-ผิด
เลือกข้อถูกจากตัวเลือก

3. จำลองแบบ (Simulation)
นิยมใช้กับบทเรียนที่ไม่สามารถทำให้เห็นจริงได้

4. เกมทางการศึกษา (Educational Game)

5. การสาธิต (Demonstration)
นิยมใช้ในวิชาคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์

6. การทดสอบ (Testing)
เป็นการวัดผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียน

7. การไต่ถาม (Inquiry)
ใช้เพื่อการค้นหาข้อเท็จจริง ความคิดรวบยอด

8. การแก้ปัญหา (Problem Solving)
เน้นการให้ฝึกการคิดการตัดสินใจ
9. แบบรวมวิธีต่าง ๆ เข้าด้วย (Combination)
ประยุกต์เอาวิธีสอนหลายแบบมารวมกันตามวัตถุประสงค์ที่ต้องการ















ประโยชน์ของคอมพิวเตอร์ช่วยสอน
1.ส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถเรียนได้ตามเอกัตภาพ
2.ผู้เรียนมีโอกาสเรียนซ้ำได้หลายครั้งเท่าที่ต้องการ
3.ผู้เรียนมีโอกาสโต้ตอบกับคอมพิวเตอร์และสามารถควบคุมการเรียนได้เอง
4.มีภาพ ภาพเคลื่อนไหว สี เสียง ทำให้ผู้เรียนไม่เบื่อหน่ายการเรียน
5.ตัวผู้เรียนเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้
6.ช่วยให้ผู้เรียนสามารถเรียนได้ตามขั้นตอนจากง่ายไปยาก
หรือเลือกบทเรียนได้
7.ฝึกให้ผู้เรียนคิดอย่างมีเหตุผล

ลักษณะของคอมพิวเตอร์ช่วยสอน
คอมพิวเตอร์ช่วยสอนเป็นการเรียนการสอนแบบรายบุคคล
ที่นำเอาหลักการของบทเรียนโปรแกรมและเครื่องช่วยสอน
มาผสมผสานกัน โดยมีจุดมุ่งหมายที่จะตอบสนองในเรื่องความแตกต่างระหว่างบุคคล
ของผู้เรียนเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ทางการศึกษาเป็นรายบุคคล

คอมพิวเตอร์ช่วยสอนมีลักษณะการเรียนที่เป็นขั้นเป็นตอน ดังนี้
1.ขั้นนำเข้าสู่บทเรียน
2.ขั้นการเสนอเนื้อหา
3.ขั้นคำถามและคำตอบ
4.ขั้นการตรวจคำตอบ
5.ขั้นของการปิดบทเรียน

ลักษณะของการพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนที่ดี มีดังนี้

1. สร้างขึ้นตามจุดประสงค์ของการสอน
2. เหมาะสมกับลักษณะของผู้เรียน
3. มีปฏิสัมพันธ์กับผู้เรียนให้มากที่สุด
4. มีลักษณะเป็นการสอนรายบุคคล
5. คำนึงถึงความสนใจของผู้เรียน
6. สร้างความรู้สึกในทางบวกกับผู้เรียน
7. จัดทำบทเรียนให้สามารถแสดงผลย้อนกลับไปยังผู้เรียนให้มาก ๆ
8. เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมทางการเรียนการสอน
9. มีวิธีการประเมินผลการปฏิบัติงานของผู้เรียนอย่างเหมาะสม
10.ใช้สมรรถนะของเครื่องคอมพิวเตอร์อย่างเต็มที่ และหลีกเลี่ยงข้อจำกัด
บางอย่างของเครื่องคอมพิวเตอร์อยู่บนพื้นฐานของการออกแบบ
การสอนคล้ายกับการผลิตสื่อชนิดอื่น ๆควรมีการประเมินผลทุกแง่ทุกมุม



ดูรายละเอียดได้ที่..
บุญเกื้อ ควรหาเวช (2543) นวัตกรรมการศึกษา.(พิมพ์ครั้งที่ 5). กรุงเทพฯ:SR Printing.

วันพฤหัสบดีที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2553

วันอังคารที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2553

ขนาดภาพต่างๆ

1. ภาพระยะไกลมากหรือระยะไกลสุด (Extreme Long Shot / ELS) ได้แก่ ภาพที่ถ่ายภายนอกสถานที่โล่งแจ้ง มักเน้นพื้นที่หรือบริเวณที่กว้างใหญ่ไพศาล เมื่อเปรียบเทียบกับสัดส่วนของมนุษย์ที่มีขนาดเล็ก ภาพ ELS ส่วนใหญ่ใช้สำหรับการเปิดฉากเพื่อบอกเวลาและสถานทีอาจเรียกว่า Establishing Shot ก็ได้ เป็นช็อตที่แสดงความยิ่งใหญ่ของฉากหลัง หรือแสดงแสนยานุภาพของตัวละครในหนังประเภทสงครามหรือหนังประวัติศาสตร์ ส่วนช็อตที่ใช้ตามหลังมักเป็นภาพระยะไกล (LS) ในภาพยนตร์หลายเรื่องใช้ภาพระยะใกล้ (CU)เปิดฉากก่อนเพื่อเป็นการเน้นเรียก จุดสนใจหรือบีบอารมณ์คนดูให้สูงขึ้นอย่างทันทีทันใด


2. ภาพระยะไกล (Long Shot /LS)ภาพระยะไกล เป็นภาพที่ค่อนข้างสับสนเพราะมีขนาดที่ไม่แน่นอนตายตัว บางครั้งเรียกภาพกว้าง(Wide Shot) เวลาใช้อาจกินความตั้งแต่ภาพระยะไกลมาก (ELS) ถึงภาพระยะไกล (LS) ซึ่งเป็นภาพขนาดกว้างแต่สามารถเห็นรายละเอียดของฉากหลังและผู้แสดงมากขึ้น เมื่อเปรียบเทียบกับภาพระยะไกลมาก หรือเรียกว่า Full Shot เป็นภาพกว้างเห็นผู้แสดงเต็มตัว ตั้งแต่ศีรษะจนถึงส่วนเท้าภาพระยะไกล (LS) บางครั้งนำไปใช้เปรียบเทียบเหมือนกับขนาดภาพระหว่างหนังกับละครที่คนดูมองเป็นเท่ากัน คือ สามารถเห็นแอ็คชั่นหรืออากัปกริยาของผู้แสดงเต็มตัวและชัดเจนพอ ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่าหนังของชาร์ลี แชปลิน (Charlie Chaplin)มักใช้ขนาดภาพนี้กับภาพปานกลาง (MS) ถ่ายทอดอารมณ์ตลกประสบความสำเร็จในหนังเงียบของเขา

3. ภาพระยะไกลปานกลาง (Medium Long Shot / MLS)เป็นภาพที่เห็นรายละเอียดของผู้แสดงมากขึ้นตั้งแต่ศีรษะจนถึงขา หรือหัวเข่า ซึ่งบางครั้งก็เรียกว่าKnee Shot เป็นภาพที่เห็นตัวผู้แสดงเคลื่อนไหวสัมพันธ์กับฉากหลังหรือเห็นเฟอร์นิเจอร์ในฉากนั้น









4. ภาพระยะปานกลาง (Medium Shot /MS)ภาพระยะปานกลาง เป็นขนาดที่มีความหลากหลายและมีชื่อเรียกได้หลายชื่อเช่นเดียวกัน แต่โดยปกติจะมีขนาดประมาณตั้งแต่หนึ่งในสี่ถึงสามในสี่ของร่างกาย บางครั้งเรียกว่า Mid Shotหรือ Waist Shot ก็ได้ เป็นช็อตที่ใช้มากสุดอันหนึ่งภาพยนตร์ ภาพระยะปานกลางมักใช้เป็นฉากสนทนาและเห็นแอ็คชั่นของผู้แสดง นิยมใช้เชื่อมเพื่อรักษาความต่อเนื่องของภาพระยะไกล (LS) กับภาพระยะใกล้ (CU)




5. ภาพระยะใกล้ปานกลาง (Medium Close-Up / MCU)เป็นภาพแคบ คลอบคลุมบริเวณตั้งแต่ศีรษะถึงไหล่ของผู้แสดง ใช้สำหรับในฉากสนทนาที่เห็นอารมณ์ความรู้สึกที่ใบหน้า ผู้แสดงรู้สึกเด่นในเฟรม บางครั้งเรียกว่า Bust Shot มีขนาดเท่ารูปปั้นครึ่งตัว




6. ภาพระยะใกล้ (Close-Up / CU)เป็นภาพที่เห็นบริเวณศีรษะและบริเวณใบหน้าของผู้แสดง มีรายละเอียดชัดเจนขึ้น เช่น ริ้วรอยบนใบหน้าน้ำตา ส่วนใหญ่เน้นความรู้สึกของผู้แสดงที่สายตา แววตา เป็นช็อตที่นิ่งเงียบมากกว่าให้มีบทสนทนาโดยกล้องนำคนดูเข้าไปสำรวจตัวละครอย่างใกล้ชิด




7. ภาพระยะใกล้มาก (Extreme Close-Up /ECU หรือ XCU)เป็นภาพที่เน้นส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย เช่น ตา ปาก เท้า มือ เป็นต้น ภาพจะถูกขยายใหญ่บนจอเห็นรายละเอียดมาก เป็นการเพิ่มการเล่าเรื่องในหนังให้ได้อารมณ์มากขึ้น เช่น ในช็อตของหญิงสาวเดินทางกลับบ้านคนเดียวในยามวิกาลบนถนน เราอาจใช้ภาพ ECU ด้านหลังที่หูของเธอเพื่อเป็นการบอกว่าเธอได้ยินเสียงฝีเท้าแผ่ว ๆ ที่กำลังติดตามเธอ จากนั้นอาจใช้ภาพระยะนี้ที่ตาของเธอเพื่อแสดงความหวาด กลัว เป็นช็อตที่เราคุ้นเคยกัน แต่อย่างไรก็ตามเราสามารถใช้ได้ในความหมายอื่น ๆ โดยอาศัยแสงและมุมมองเพื่อหารูปแบบการใช้ให้หลากหลายออกไป นอกจากนี้มีช็อตอื่น ๆ ที่เรียกโดยใช้จำนวนของผู้แสดงเป็นหลัก เช่น Two Shot คือมีผู้แสดง 2 คน อยู่ในเฟรมเดียวกัน ในยุโรปบางแห่งเรียก American Shot เพราะสมัยก่อนนิยมใช้กันมากในฮอลลีวู้ด Three Shot คือ มีผู้แสดง 3 คน อยู่เฟรมเดียวกัน และถ้าหากผู้แสดงมีมากกว่าจำนวนนี้ขึ้น เรียกว่า Group Shot ขนาดที่ใช้มักเป็นภาพปานกลาง ในช็อตที่เรียกโดยหน้าที่ของมันที่ใช้ขนาดภาพปานกลาง เช่น Re-establishing Shot เป็นช็อตที่ใช้เตือนคนดูว่ายังไม่ได้เปลี่ยนพื้นที่ (Space) หรือสถานที่ของฉากนั้น ยังคงอยู่ในฉากเดียวกัน มักเป็นภาพที่ใช้ตามหลังภาพระยะใกล้ก่อนหน้าช็อตนี้ ส่วนภาพผ่านไหล่ หรือ ver-the-Shoulder เป็นภาพที่บอกหน้าที่ของมันอยู่ในตัวแล้ว


กำลังใจให้คนที่คิดว่า “ไม่มีหวัง… ”




บอกเพื่อนด้วย Link:
หมวด: ความรัก, บทความ, บทความดีๆ, บทความรัก, บทความสอนใจ, เรื่องดีๆ, เรื่องน่าอ่าน
เพื่อนหลายคนชอบถามผมว่า ผมชนะใจเธอได้ยังไง

“เธอ”หมายถึงภรรยาของผม

ผมเรียนหนังสือห้องเดียวกับเธอตอนชั้นมัธยม เราต่างกันราวฟ้ากับดิน

ผมไม่หล่อ เรียนหนังสือไม่เอาไหน เป็นนักฟุตบอลโรงเรียนที่ไม่มีอะไรเด่น เธอเป็นนักเรียนเรียนดี เรียบร้อย หน้าตาดูดี
ผมนั่งดูเธอรับรางวัลเรียนดีปีแล้วปีเล่า ในขณะที่ผมต้องลุ้นทุกปีว่าผมจะสอบผ่านหมดไหม

ผมรู้ว่าผมไม่เคยอยู่ในสายตาเธอเลย แต่เธอไม่เคยรังเกียจหรือดูหมิ่นผม

ผมคุยด้วย เธอก็คุย ถามคำ เธอตอบคำ

ผมเฝ้ามองเธออยู่เป็นปีปี จนบอกกับตัวเองและเพื่อนทีมฟุตบอลว่า ผมแน่ใจว่าชอบเธอ เพื่อนๆบอกว่า หมามองจรวด

ผมไม่สนใจ วาเลนไทน์ปีนั้น ผมให้กุหลาบและเขียนการ์ดสั้นๆว่า “ผมชอบคุณ”

หลังวาเลนไทน์คราวนั้น เธอยังทำตัวปรกติ ไม่ได้แสดงอารมณ์พิเศษกับผม

ผมคุยด้วย เธอก็คุย เรียบๆเหมือนเคย ผมไม่ท้อถอย ตอนเช้าไปรับเธอหน้าประตูโรงเรียน

ตอนเย็นไปส่งเธอขึ้นรถกลับบ้านทุกวัน โทรศัพท์ถึงเธอตรงเวลาทุกคืน

ไม่ได้คุยอะไรมากมาย เพียงจะบอกราตรีสวัสดิ์ จบมัธยม เราแยกย้ายกันไปเรียนมหาลัย

ผมยังติดต่อเธอสม่ำเสมอ เมื่อคิดถึง ผมไปหาเธอที่บ้าน ไม่ได้ไปเที่ยวที่ไหนด้วยกัน

เธอบอกว่าไม่อยากให้คุณพ่อคุณแม่เป็นห่วง ผมไม่เคยโต้แย้ง

ตลอดเวลาร่วม10ปี ความสัมพันธ์ของเราไม่ได้บ่งบอกว่าเราเป็นแฟนกัน เราคุยกัน ถามทุกข์สุขกัน รู้ความเป็นไปของกันและกัน

ผมบอกจริงๆว่า ตอนนั้นผมไม่รู้ว่าจะชนะใจเธอไหม ทุกอย่างที่ผมทำให้เธอ เพราะใจผมอยากทำ เธอเองไม่ได้แสดงอาการมีใจให้ผมเห็น แต่ก็ไม่เคยรังเกียจ คุยกับผมตลอด

ผมรู้ว่า จะถอย ต่อเมื่อเธอตัดสินใจกับใครไปแล้วเท่านั้น จนเมื่อจบมหาลัย ทำงานแล้ว

ผมจึงมีโอกาสชวนเธอไปกินข้าว คุยกันบ้าง ผมถามเธอว่า ความสัมพันธ์ของเรา จะมีโอกาสเปลี่ยนจากเพื่อนเป็นแฟนไหม เธอตอบผมว่า เธอคุยกับผมมา10ปี ไม่ใช่เธอให้โอกาสผมมาตลอดหรือ

นับแต่วันนั้น เธอยังคงนิ่งๆ แต่ผมรู้ว่าผมมีโอกาส อีก3ปีต่อมา เราก็แต่งงานกัน

ผมถามเธอว่า ทำไมถึงเลือกผม เธอมีคนให้เลือกอีกหลายคน เราต่างกันหลายอย่าง ผมหลงใหลกีฬา เธอไม่สนใจเลย
ผมไม่อ่านหนังสือ เธออ่านทุกอย่างที่ขวางหน้า ผมเฮฮากับคนหมู่มากได้ดี เธอสนุกตามมารยาท เธอตอบผมว่า นิสัยที่ต่างกัน มันปรับเข้าหากันได้ แต่ผมเป็นคนที่รักเธออย่างที่เธอเป็น จริงใจกับเธอเสมอมา ไม่เคยเรียกร้องอะไรจากเธอ ทำสิ่งดีดีให้เธอมาตลอด

ทุกวันนี้ ผมมีความสุขอยู่กับเธอ

ผมเล่าเรื่องนี้ เพื่อให้กำลังใจ ทุกคนที่คิดว่า “ไม่มีหวัง” จงจริงใจกับคนรักของคุณเถอะ ผมเชื่อว่า สิ่งดีดีจะเกิดกับคุณ

ลิงก์ผู้สนับสนุน
» เว็บที่เราอ่านมา